ตั้งชื่อลูก ตั้งชื่อบริษัท ดีที่สุดครบทุกศาสตร์

แอดไลน์ 082 066 1551 / ตั้งชื่อตัว ตั้งชื่อลูก นามสกุล ภูมิฐาน,ร่ำรวย, ชื่อบริษัท, ชื่อร้าน , ตั้งชื่อสินค้า ตั้งชื่อเว็บไซต์ ได้รับชื่อ นามสกุล เร็วไม่เกิน 45 ช.ม. รับประกันคุณภาพด้วยชื่อเสียง 24 ปี * ดูรีวิวความพึงพอใจได้

อาจารย์แบ่งค่าครูทำบุญเพื่อการกุศลอย่างจริงจัง อยากเชื้อเชิญให้เลื่อนลงสุด



30.7.54

แก้กรรม ทำได้เอง 2

เรียบเรียงโดย จิตศรัทธา  พุทธานุภาพ

2.  วิธีแก้กรรมให้ตนเองได้ผลดีเร็วขึ้น
( นอกจากเปลี่ยนชื่อ ตั้งชื่อ นามสกุลที่ดีแล้ว ก็ยังมีวิธีอื่นต่อไปนี้ )

          วิบากกรรมของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป  บางคนป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ  บางคนตกงานบ่อย  บางคนมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมาก  ทำมาหากินไม่คล่อง  บางคนมีลูกเกเร  วิบากกรรมนี้ตามมาหลายภพหลายชาติ  ซึ่งมีส่วนทำให้เราเกิดมาแตกต่างกัน  แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวัง  หนทางในการบรรเทาวิบากกรรมนั้นมีซึ่งอาจทำได้หลายวิธี  
          เวลาที่เราทำบุญหรือทำความดีทุกครั้ง เช่น การทำบุญใส่บาตร , รักษาศีล , การให้ทาน  แล้ว  การพูดคุยที่ช่วยให้ผู้อื่นสบายใจ  การสนทนาธรรม  การให้ธรรมทาน  การร่วมบริจาคหนังสือธรรมะ  ชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหาชีวิตให้กับผู้สิ้นหวัง  การร่วมอนุโมทนากับผู้ที่ทำบุญหรือเห็นผู้อื่นทำความดี  โดยการใช้จิตน้อมไปทางบุญกุศล  การทำความสะอาดบริเวณวัดหรือที่สาธารณะสถานที่ส่วนรวม  การดูแลคนแก่ เด็ก การที่เรามีจิตใจดีหรือตั้งใจดี ฯ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นบุญกุศล  

...................................................................................

แก้กรรม ทำได้เอง 1

แก้กรรมทำได้เอง
เรียบเรียงโดย จิตศรัทธา  พุทธานุภาพ

 1.  กรรมฐาน ลดกรรมให้ตนเอง
( นอกจากจะตั้งชื่อ เปลี่ยนชื่อ นามสกุลที่ดีแล้ว  การปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นมาก )

          หากเราทำกรรมไม่ดีไว้ควรทำอย่างไร  พอสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้้
1.  ตัดกังวล  เลิกคิด  เลิกเศร้าเสียใจ  เลิกจิตวิตก  ไม่มีใครไม่เคยทำผิด  แต่ทำผิดแล้วสำนึกได้และไม่ทำอีกย่อมสำคัญกว่า
2.  ปฏิบัติตามหลัก ทาน ศีล ภาวนา ( อานิสงส์ของ ทาน ทำให้รวย , ศีล ทำให้สวย , ภาวนา ทำให้ปัญญาดี)
     2.1  ให้ทาน  ให้เพื่อลดกิเลส  ลดทั้งความโลภและความโกรธ  และจะมีพรหมวิหาร 4 เพิ่มมากขึ้น  ( พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา )
     2.2  ถือศีล 5 เพื่อรักษากาย วาจา ให้ปกติ  ไม่ให้พลาดไปทำผิด  เพราะธรรมชาติของใจคนจะไหลลงที่ต่ำได้ง่าย  ศีลเป็นทางนำให้เกิดสมาธิ   นำไปสู่การเกิดปัญญา
     2.3  เจริญภาวนา  ทั้งสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน  เพื่อให้ได้ปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงของรูปและนาม  เช่น รู้แจ้งถึงกฏพระไตรลักษณ์ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  รู้แจ้งถึงความไม่งามคือซากศพ อสุภะ  เป็นต้น
กรรมฐาน  ทำได้โดยตั้งใจมั่นไม่เสียเงิน   แก้กรรมได้โดยตรงไม่ผลมากที่สุด เป็นบุญใหญ่ที่สุด
บุญที่ได้จากกรรมฐาน  ได้ทั้งตัวเองและสามารถอุทิศให้บุคคลอื่นได้อีกด้วย

................................................................................

20.7.54

พระอาจารย์บำรุง อุปัฏฐาโก

นาทีวิกฤต ชีวิตเฉียดตาย


       อาจารย์ต้นได้ขออนุญาต   พระอาจารย์บำรุง อุปัฏฐาโก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไกลกังวล   (เขาสารพัดดีศรีเจริญธรรม)  ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่เคารพรักท่านมาก  และได้ไปบวชพราหมณ์อยู่กับท่านหลายครั้ง   

ขอนำประวัติที่น่าสนใจบางส่วนมาลงเผยแพร่เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่บุคคลทั่วไปว่าชีวิตนี้ไม่แน่นอน  อะไรก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ  จะตายเมื่อไรก็ไม่มีสัญญาณบอกเหตุ  ดังนั้นก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ได้เตือนสติให้เราท่านไม่ประมาท  เร่งทำความดี มีศีล 5 ครบถ้วน  ปฏิบัติธรรมกันบ้างอย่างน้อยก็ถือศีลอุโบสถกันทุกวันพระก็ยังดี



นาทีวิกฤต ชีวิตเฉียดตาย
ของหลวงพ่อบำรุง อุปฏฺฐาโก
โดย นางสาวธัญพร ปานสุวรรณ 
(บุตรสาวผู้กตัญญู)

5-31 ธันวาคม 2552

...............................................................................

5 ธันวาคม 2552


          หลวงพ่อเริ่มมีอาการหายใจเหนื่อยหอบมาก แน่นหน้าอก มึนเวียนศีรษะ รู้สึกเหมือนจะเป็นลม
จะขาดใจสะให้ได้ ขณะที่อยู่ ชั้น 3 ของหอภาวนา จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อ ด้วยรู้สึกว่าตนเอง
หายใจไม่ไหวแล้ว จึงได้พยายามออกมาจากหอภาวนา เพื่อขอความช่วยเหลือ จากผ้าขาว
ภรัณยู (ผู้ถือบวชเนกขัมมะที่วัด) ให้โทรตามรถ โรงพยาบาลหันคา จังหวัดชัยนาท มารับเพื่อ
ไปรักษาต่อ ณ โรงพยาบาลหันคา ในโรงพยาบาลหลวงพ่อมีภาวะความดันโลหิตต่ำตรวจวัดความดัน
โลหิต (Blood Pressure) ได้ 80/50 มิลลิเมตรปรอท แพทย์ได้ให้การรักษาโดยการให้น้ำเกลือ
อย่างเร็ว เข้าสู่กระแสเลือด จำนวน 200 มิลลิลิตร เพื่อช่วยการไหลเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น
ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นเป็น 100/60 มิลลิเมตรปรอท อัตราการเต้นของหัวใจ อยู่ระหว่าง
110-130 ครั้งต่อนาที ซึ่งในคนปกติ ควรมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในช่วงระหว่าง 60-100 ครั้ง
ต่อนาที จึงจัดได้ว่าหลวงพ่อมีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ (Tachycardia) ร่วมด้วย จากการตรวจ
ร่างกายของแพทย์พบว่า มีเสียงของน้ำที่ปอด (Crepitation)หรือที่ชาวบ้านรู้จักกัน เรียกว่า
น้ำท่วมปอด เสียงนั้นจะเป็นเสียงที่ฟังแล้วคล้ายกับเสียงขยี้ผม ผลการเอกซเรย์ปอดพบว่ามีหัวใจโต
ระดับปานกลาง ตรวจคลื่นหัวใจ พบมีลักษณะที่บ่งบอกว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายระดับเล็กน้อย


แพทย์ได้วินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจวาย ร่วมกับภาวะความดันโลหิตต่ำ รักษาโดยการให้ยาละลาย
ลิ่มเลือด (ASA 81) ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ (Digoxin) และยาขับปัสสาวะ (Lasix) เพื่อช่วย
ลดภาวะน้ำท่วมปอด ระบายปริมาณน้ำที่คั่งค้างอยู่ในร่างกาย ออกมาทางปัสสาวะ เรื่องอาการเหนื่อย
ระดับออกซิเจนในเลือด ได้ 88% ซึ่งในคนปกติควรมีปริมาณ มากกว่า 95% แพทย์จึงให้ออกซิเจน
ครอบจมูกจำนวน 10 ลิตรต่อนาที (O2 Mask bag 10 )   LPM ออกซิเจนจึงเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับ
98-100 % หลวงพ่อ พอสามารถลุกนั่งช่วยเหลือตัวเองได้บนเตียง ไม่สามารถนอนราบได้ ต้อง
จัดท่านอนหัวสูง(Fowler’s position) ให้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้กระบังลมลดต่ำลง เพิ่มพื้นที่ในการ
ขยายของปอด ช่วยเรื่องอาการหายใจเหนื่อย ฉันอาหารหมดถาด

ต้องขอบคุณ นายแพทย์จักราวุธ(หมอหนึ่ง) เผือกคง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหันคา คณะแพทย์
และคุณไขศรี(หล่วน) รุ่งกาญจนกุล หัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลหันคา และเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาล
หันคา ทุกท่านมาก ที่ดูแลหลวงพ่อเป็นอย่างดี ได้จัดหาห้องที่เป็นสัดส่วนให้ แม้ว่าขณะนั้นห้อง
พิเศษจะเต็ม ก็ได้จัดห้องแยกที่เตรียมไว้สำหรับผู้ป่วยโรคหวัดนก มาให้หลวงพ่อได้อยู่ เพื่อความ
สะดวกและเป็นสัดส่วน รวมถึงจัดหาเจ้าหน้าที่ชาย มาทำหัตถการต่าง ๆ ให้ เพื่อลดปัญหาเรื่อง
การอาบัติจากการถูกต้องตัวเจ้าหน้าที่หญิงตามระเบียบปฏิบัติของสงฆ์

6 ธันวาคม 2552

อาการหลวงพ่อวันนี้ดูทรุดลง มีอาการเหนื่อยเพิ่มมากขึ้น ออกซิเจนในเลือดจาก 100% ขณะใส่
ออกซิเจนแบบครอบจมูก (O2 Mask bag) 10 ลิตรต่อนาที ลดลงเหลือเพียง 95% ดิฉันจึงได้
ขอดูแฟ้มประวัติ ร่วมกับสอบถามอาการกับแพทย์เจ้าของไข้ ซึ่งเป็นแพทย์จบใหม่ ย้ายมาจาก
เชียงใหม่ มาใช้ทุน และได้ทราบว่าช่วงวันหยุดนี้มีเพียงแพทย์จบใหม่ประเมินอาการและให้การ
รักษา ไม่มีแพทย์อื่นประจำการ และดูผลตรวจคลื่นหัวใจพบว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งเป็น
โรคหัวใจชนิดหนึ่งที่มีความอันตรายมากสามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

จากการสอบถามพยาบาลประจำการที่หอผู้ป่วย จึงได้ทราบว่าทางโรงพยาบาลไม่สามารถตรวจหา
เอ็นไซม์ในกระแสเลือด (Trop T) ที่แสดงถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ และไม่มียาที่ใช้ในการ
รักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายอยู่ภายในโรงพยาบาล จึงได้ปรึกษากับญาติและตัวหลวงพ่อเรื่องการ
ย้ายโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป ทุกคนเห็นด้วย จึงได้ทำการจำหน่าย
ไม่สมัครอยู่ในการรักษา ออกจากโรงพยาบาลหันคา โดยคุณไขศรี(หล่วน) รุ่งกาญจนกุล ได้ช่วย
ประสานงานในการจัดหารถของโรงพยาบาล (รถ Ambulance) เพื่อส่งต่อหลวงพ่อ ไปยังโรงพยาบาล
ศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรีทันที ซึ่งมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่เพียงพอต่อการรักษา
ได้ในระดับหนึ่ง

โดยดิฉันได้โทรติดต่อกับ นางสาวนันทิยา เพื่อนของดิฉันซึ่งเป็นพยาบาลอยู่ ณ โรงพยาบาลดังกล่าว
ในการติดต่อเบิกประวัติของหลวงพ่อมายังห้องฉุกเฉิน เพื่อความรวดเร็วในการรับการตรวจรักษาเมื่อ
ไปถึง โรงพยาบาล อีกเหตุผลหนึ่งของการขอย้ายโรงพยาบาลก็เพราะทางโรงพยาบาลหันคา มี
พยาบาลวิชาชีพ ที่เป็นผู้ชายเพียงคนเดียว ในการทำหัตถการต่างๆ ก็ค่อนข้างลำบากหากเจ้าหน้าที่
ท่านนั้น ไม่ได้ปฏิบัติงานอยู่ในขณะที่มีหัตถการสำคัญ เนื่องด้วยหลวงพ่อเคร่งครัดในระเบียบปฏิบัติ
ของสงฆ์มาก ปัญหาการถูกเนื้อต้องตัวกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิงในการให้การพยาบาล แพทย์ผู้ตรวจรักษา
ก็เป็นแพทย์หญิง จะเข้าไปตรวจรักษาหลวงพ่อ โดยจะเข้าไปถูกเนื้อต้องตัว ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่อกับ
หลวงพ่อเอกวุฒิ ไม่ยินยอมให้แพทย์หญิงท่านนั้นรักษา โดยหลวงพ่อและหลวงพ่อเอกวุฒิ บอกกับ
แพทย์หญิงท่านนั้นว่า “จะขอกลับไปตายที่วัด”

ทำให้แพทย์หญิงท่านนั้นไม่พอใจ ขอเปิด web google ดูว่า ในพระธรรมวินัยมีข้อบัญญัติไว้
จริงหรือไม่ ท่านบอกว่าได้เคยตรวจรักษาพระที่เชียงใหม่ไม่มีปัญหา จึงเป็นปัญหาที่สำคัญปัญหาหนึ่ง
และคาดว่าทางโรงพยาบาลศูนย์ จะมีจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ชายที่มากกว่าโรงพยาบาลหันคา

(รวมค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้น ๗,๑๐๐ บาท)


เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จึงได้นำหลวงพ่อเข้าตรวจยังห้องฉุกเฉิน
ของโรงพยาบาล แต่สิ่งที่พบคือการต่อว่า ว่าเป็นการข้ามขั้นตอน ไม่เป็นไปตามระบบ ทำไมไม่ส่ง
ไปยัง โรงพยาบาลชัยนาท ดิฉันก็เลยแจ้งว่าก็จำหน่าย ไม่สมัครอยู่ จึงมาที่นี่ เพราะญาติ
อยู่จังหวัดสุพรรณบุรีทั้งหมด ถ้าไปโรงพยาบาลชัยนาทญาติก็ไม่สะดวกไปดูแล และสิทธิ
เบิกจ่ายตรงข้าราชการ มาที่นี่ผิดด้วยเหรอ ไม่ได้ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพที่ต้องส่งต่อ
ตามระบบ เจ้าหน้าที่พยาบาลถึงว่าอะไรไม่ได้ คนไข้ก็มาถึงแล้ว แต่ดิฉันไม่สนใจหรอก คิดว่า
 จะว่าก็ว่าไปแค่รักษาก็พอ อย่างไงที่โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราชก็มีเครื่องมือที่พร้อม
 มีแพทย์ที่ชำนาญและเฉพาะทางมากกว่าโรงพยาบาลชัยนาท จริงแล้วการย้ายมารักษาครั้งนี้ก็
ไม่ใช่การส่งต่อ(Refer)ผู้ป่วยมา เป็นการจำหน่ายไม่สมัครใจอยู่ที่โรงพยาบาลหันคา และมารักษา
ต่อที่โรงพยาบาลศูนย์แห่งนี้ จะแปลกหน่อยก็ตรงที่ทางโรงพยาบาลหันคาบริการรถโรงพยาบาล
มาส่งหลวงพ่อให้ จึงดูเหมือนเป็นการส่งต่อไป

เมื่อแพทย์อายุรกรรม มาตรวจร่างกาย ได้หักดิบหลวงพ่อเปลี่ยนออกซิเจนแบบครอบจมูก
(O2 Mask bag) เป็นแบบใส่จมูก (O2 Canular) โดยไม่ได้มีการตรวจวัดออกซิเจนในเลือด
ก่อนเปลี่ยน อาจเป็นเพราะถ้าดูอาการทั่วไปมิได้ดูหนักมาก หลวงพ่อรู้สึกเหนื่อยเพิ่มมากขึ้น
แต่หลวงพ่อก็อดทน หลังการตรวจของแพทย์ ได้มีคำสั่งให้รับตัวเข้ารับการรักษาไว้ภายใน
โรงพยาบาล แต่ในการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลศูนย์แห่งนี้ไม่ได้เอื้อความสะดวกเรื่อง
การจัดเจ้าหน้าที่ผู้ชายมาให้การพยาบาล และแพทย์ยื่นคำขาดว่าต้องยอมให้พยาบาลผู้หญิง
โดนตัวจึงจะสามารถรักษาให้ได้ ดังนั้นหลวงพ่อจึงตัดสินใจที่จะกลับไปตายที่วัด ไม่รับการรักษา

ขณะนั้น ดิฉันบอกหลวงพ่อให้ยอมรับการรักษา แต่อย่างไรหลวงพ่อก็ไม่ยอม จะกลับวัดให้ได้
จะให้โทรไปขอถังออกซิเจนจากโรงพยาบาลหันคาไปไว้ที่วัด ดิฉันแทบร้องไห้ด้วยความเป็นห่วง
แต่ต้องพยายามกลั้นไว้ สุดท้ายต้องแอบไปร้องไห้หลังม่านที่ปิดกั้นเตียงหลวงพ่อไว้ แม่จึงเข้า
ไปบอกหลวงพ่อประโยคหนึ่งว่า “ ไม่รักตัวเองไม่เป็นไร แต่คิดถึงคนอื่นเขามั่ง คนอื่นเขาเป็นห่วง
กัน” ด้วยอาการเจ็บป่วยของหลวงพ่อ จากการประเมินของดิฉันนั้นหากไม่ได้รับการรักษาต้องเป็น
อันตรายถึงชีวิตแน่นอน ดิฉันกลั้นน้ำตาและหาทางออกต่อไป จึงได้ปรึกษากับหลวงพ่อว่า “แล้ว
ลูกสาวล่ะ สามารถถูกตัวได้ไหม ตามระเบียบปฏิบัติของสงฆ์ บุตรีถูกตัวนั้นอาบัติน้อยกว่าสตรีอื่น
ใช่ไหม” ดิฉันจึงยื่นข้อเสนอว่า “ดิฉันจะอยู่ดูแล และทำหัตถการให้เองทุกอย่าง ขอให้หลวงพ่ออยู่
รักษาที่นี่ก่อนสักสองวัน แล้ววันอังคารซึ่งเป็นวันเปิดทำการของหน่วยงานราชการ ค่อยหาเตียง
ย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงฆ์กัน”

เมื่อขึ้นไปยังหอผู้ป่วยค่อยคุยกับพยาบาลประจำหอผู้ป่วยเพื่ออำนวยความสะดวกอีกที เพราะ
ดิฉันจำได้ว่าพี่พยาบาล ที่หอผู้ป่วยอายุรกรรมชายแห่งนี้ มีแต่พยาบาลใจดี และมีพยาบาลวิชาชีพ
ที่เป็นผู้ชายอยู่ประจำหอผู้ป่วยอยู่บ้าง หลวงพ่อจึงยอมเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ดิฉันดีใจ
มาก เพราะไม่อยากให้หลวงพ่อกลับวัดด้วยอาการแบบนี้จริงๆ ดิฉันจึงเดินไปบอกแพทย์ว่ายินยอม
รับการรักษา และดำเนินการนอนโรงพยาบาลต่อไป

เมื่อถึงหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย ด้วยความโชคดีที่ดิฉันเป็นพยาบาลวิชาชีพคนหนึ่ง และพี่พยาบาล
จำดิฉันได้ จึงยอมให้ดิฉันทำหัตถการให้หลวงพ่อเอง ซึ่งความจริงแล้ว ถ้านอกเครื่องแบบ จะไม่
สามารถให้ทำหัตถการได้เลย หลวงพ่อได้รับการตรวจร่างกาย และตรวจเลือด ผลการตรวจพบว่า
เป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายจริงตามที่ดิฉันคิดไว้ พี่พยาบาลได้เดินมาบอกผลตรวจแก่ดิฉันก่อนที่
แพทย์จะเข้ามาดูผลตรวจอีกครั้ง ระหว่างรอแพทย์ดิฉันจึงพูดคุยถึงพยาธิสภาพของโรคเพื่อให้
หลวงพ่อได้เห็นภาพว่าขณะนี้ภายในร่างกายเป็นอย่างไร แนวทางการรักษาจำเป็นต้องได้รับยา
ละลายลิ่มเลือด ฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง จำเป็นต้องให้พยาบาลถูกต้องตัวเพื่อได้รับ
ยาตามแผนการรักษา หากไม่รับการรักษาผลเสียที่จะตามมาจะเป็นอย่างไรบ้าง หลวงพ่อมีความ
เข้าใจดี จึงปล่อยให้ท่านตัดสินใจ

เมื่อแพทย์มาดูผลตรวจเลือด และพูดคุยถึงแนวทางการรักษา หลวงพ่อจึงยอมรักษา ด้วยความ
เข้าใจในลักษณะของโรค และได้ย้ายหลวงพ่อเข้าไปสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ยังหอผู้ป่วยกึ่งหนัก
อายุรกรรม ซึ่งหอนี้ไม่อนุญาตให้ญาติอยู่เฝ้าอาการ ด้วยความเป็นห่วงดิฉันจึงนอนปูเสื่อเฝ้าอาการ
อยู่ด้านหน้าหอผู้ป่วย เผื่อว่ามีอะไรฉุกเฉินจะได้ทราบ และดูอาการได้ อย่างน้อยก็อุ่นใจ เพื่อนพี่
เป็นพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาลนี้ชวนไปนอนพักที่แฟลตพยาบาล ดิฉันก็บอกไปว่า อยู่ตรงนี้
ดีกว่าสบายใจดีเพราะนอกจากดิฉันแล้วก็ยังมีญาติของผู้ป่วยรายอื่นนอนอยู่บริเวณนั้นเช่นกัน  
จึงรู้สึกปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง

7 ธันวาคม 2552

อาการของหลวงพ่อทรุดลงต้องกลับมาใส่ออกซิเจนแบบครอบจมูก(O2 Mask bag) อีกครั้ง
เนื่องจากออกซิเจนในเลือดของหลวงพ่อเริ่มต่ำลง ตั้งแต่ช่วงเช้า ออกซิเจนในเลือดอยู่ระดับ
93-95% ขณะที่ใส่ออกซิเจนไว้ 10 ลิตรต่อนาที พูดคุย หรือมีกิจกรรมก็จะเหนื่อยง่าย ฉันอาหาร
ได้น้อยลง ได้เพียงสองถึงสามคำ ก็เริ่มมีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้น จากเครื่องดูคลื่นหัวใจ
ที่ติดอยู่กับหน้าอกของหลวงพ่อตลอดเวลาพบว่า มีจังหวะการเต้นของหัวใจที่เร็วผิดปกติ
อัตรา 110-130 ครั้งต่อนาที ผลตรวจเลือด พบไขมันในเส้นเลือด พบมีภาวะไตวายเฉียบพลัน
ปริมาณน้ำที่ออกจากร่างกายทางปัสสาวะออกน้อย กว่าปริมาณสารน้ำที่ได้รับ แม้ว่าหลวงพ่อจะ
ได้รับยาขับปัสสาวะก็ตาม

ประมาณ 16.00 น. หลวงพ่อเริ่มมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกแถบซ้าย(Chest pain) รู้สึกเหมือนมี
ก้อนหินก้อนใหญ่มาทับเอาไว้ ออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงเหลือเพียง 86-88% พยาบาลจึงเพิ่ม
ปริมาณออกซิเจนให้เป็น 15 ลิตรต่อนาที(จุดสูงสุด) ออกซิเจนขึ้นมาเป็น 91-92% และให้อมยา
ขยายหลอดเลือดไว้บริเวณใต้ลิ้น(ISDN 5 mg) เพื่อช่วยลดอาการเจ็บแน่นหน้าอก อมซ้ำทุก
15 นาที ผ่านไปแล้ว จำนวน 3 เม็ด อาการแน่นหน้าอกก็ยังไม่ทุเลา พยาบาลจึงรายงานแพทย์
แพทย์สั่งให้ใช้มอร์ฟีน เพื่อระงับอาการปวด พยาบาลให้เป็นระยะ แต่อาการปวดก็ไม่ได้ทุเลาลง
มากเท่าไหร่ เมื่อพูดคุยก็จะเหนื่อยหอบมากขึ้น พยาบาลจึงของดเยี่ยม เพื่อให้หลวงพ่อได้พักผ่อน
ให้มากที่สุด เวลาสักประมาณ 20.00 น. หลวงพ่อจึงเริ่มนอนหลับพักได้ แต่ยังมีหายใจหอบลึก
อยู่ตลอดเวลา


คืนนั้นเอง ดิฉันเห็นว่าอาการของหลวงพ่อทรุดหนักมาก เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้สูง จึงคิดว่าน่าจะ
มีสาเหตุการเจ็บป่วยอื่นที่มากกว่า กล้ามเนื้อหัวใจตาย จากประสบการณ์การทำงาน 6 ปีที่ผ่านมา
ผู้ป่วยโรคนี้ไม่น่ามีอาการลักษณะแบบนี้ เป็นกังวลมาก จึงได้โทรศัพท์ปรึกษากับ แพทย์หญิงศิรดา
ภาณุพัฒพงศ์ ซึ่งเป็นแพทย์ที่รู้จักกัน เป็นอาจารย์สอนนักเรียนแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาล ศิริราช
และ นายแพทย์สรศักดิ์ เอกอมรพันธุ์ ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ อยู่ที่โรงพยาบาลเปาโล
เมโมเรียล จังหวัดสมุทรปราการ เกี่ยวกับอาการ และโรคของหลวงพ่อ


ท่านทั้งสองมีความเห็นว่า การขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ทำให้หัวใจพลอยขาดออกซิเจนไปด้วย
ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกได้ ออกซิเจนในระดับดังกล่าวนั้นถ้าปล่อยทิ้งไว้นานนัก จะทำให้
หัวใจต้องทำงานหนัก แล้วอาจเกิดภาวะระบบการหายใจล้มเหลว (Respiratory failure) ได้ และ
มีโอกาสเสียชีวิตได้สูง ควรเพิ่มออกซิเจนให้เพียงพอโดยการใส่ท่อช่วยหายใจ และใช้เครื่องช่วย
หายใจ ดิฉันจึงพูดคุยปรึกษากับหลวงพ่อ และหลวงพ่อก็สมัครใจที่จะใส่ท่อเพราะการหายใจหอบ
ชั่งทรมานเหลือเกิน จึงได้ปรึกษากับแพทย์เจ้าของไข้ถึงการใช้เครื่องช่วยหายใจกับหลวงพ่อ แต่
แพทย์ยังไม่พิจารณาใส่ให้ เพราะเห็นว่าหลวงพ่อยังพอหายใจเองได้


ดิฉันรู้สึกเป็นห่วงอาการของหลวงพ่อมาก ไม่อยากเสียหลวงพ่อไป ถึงแม้จะรู้ดีว่าอาการระดับนี้โอกาส
ที่จะรอดชีวิต มีน้อยนิดมาก แต่อาการดังกล่าวเป็นอาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันเกินไป โดยที่หลวงพ่อ
ไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยมีโรคประจำตัวใด ๆ มาก่อน จึงยากที่จะรับได้ ดิฉันมีน้องชายคนหนึ่ง กำลังศึกษา
อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร อยู่ในระหว่างช่วงของการสอบ มารดาได้กำชับไว้ว่า
ไม่ให้บอกน้อง เกรงว่าน้องจะไม่มีสมาธิในการเตรียมตัวสอบ แต่คืนนั้นดิฉันก็ตัดสินใจโทรบอกน้อง
เพราะคิดว่าน้องควรรู้ และมาเยี่ยมอาการของหลวงพ่อก่อนที่อาจจะไม่มีโอกาสได้พบ ก่อนท่าน
สิ้นลมหายใจไป อยากให้ท่านมีกำลังใจ


น่าขำ ดิฉันผู้เป็นพยาบาล รู้การดำเนินของโรคเป็นอย่างดี กระวนกระวายใจแทบตาย แต่หลวงพ่อสิ
ท่านทั้งเหนื่อย ทั้งทรมานอย่างแสนสาหัสที่สุดในชีวิต แต่ท่านกลับสงบนิ่ง เจริญสติ ทำสมาธิ
กำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ พยายามใช้ออกซิเจนที่สามารถรับมาได้นั้นอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่มีกระวน-
กระวาย ไม่คลุ้มคลั่ง ไม่มีอาการสับสนจากการขาดออกซิเจนแต่อย่างใด

8 ธันวาคม 2552

ออกซิเจนในเลือดของหลวงพ่อลดต่ำลงอีก เหลือเพียง 88-90% แต่หลวงพ่อยังรู้สึกตัวดี เมื่อมี
กิจกรรม แค่ขยับตัวเพียงเล็กน้อย ฉันอาหาร หรือพูดคุย ออกซิเจนก็จะลดต่ำลงทันที เหลือเพียง
81-85% เท่านั้น อาการเจ็บแน่นหน้าอกก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ เช้าวันนี้แพทย์มาสั่งให้ยาขยายหลอด
เลือดแดงหยดเข้าทางเส้นเลือดดำ (Nitroglycerine) เพื่อรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจที่ได้รับ
เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์ได้รับออกซิเจนเพียงพอ แต่ก็ยังต้องเพิ่มปริมาณของยา
ขึ้นเรื่อยๆ เพราะอาการเจ็บหน้าอกไม่ทุเลา

จากอาการที่ทรุดลงทุกวัน ๆ เห็นดังนั้นแล้ว ดิฉันคิดว่า อยู่ไม่ได้แล้วที่นี่ ถ้ายังไม่ทำอะไรหลวงพ่อ
คงได้เสียชีวิตอยู่ที่นี่เป็นแน่ จึงปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ ขอประวัติการรักษา ผลการตรวจทางห้อง
ปฏิบัติการ และการตรวจคลื่นหัวใจ เพื่อติดต่อหาเตียงย้ายหลวงพ่อไปยัง โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ
คือโรงพยาบาลเฉพาะทาง แพทย์เจ้าของไข้มีความยินดีอย่างยิ่ง และเห็นด้วยในการย้ายไป
โรงพยาบาลที่ระดับความสามารถในการตรวจรักษาที่มากกว่านี้ เพราะ ณ ที่โรงพยาบาลศูนย์แห่งนี้
ยังมีเครื่องมือตรวจพิเศษที่ยังไม่พร้อม ไม่สามารถตรวจรักษาอย่างละเอียดถึงสาเหตุของโรคได้

หลังจากได้ประวัติการรักษา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจคลื่นหัวใจ มาแล้วจึงได้
ทำการติดต่อ นายแพทย์จิรวัฒน์ สว่างศรี (ขณะนั้นไปศึกษาและดูงานต่อที่ประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งเป็น
ลูกพี่ลูกน้องกับหลวงพ่อ เป็นแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช แพทย์หญิงทิพา ชาคร (หัวหน้า
แพทย์แผนกฉุกเฉิน), แพทย์หญิงศิรดา ภาณุพัฒพงศ์ และ ร.ศ.ประอรนุช ตุลยาทร รองคณบดี
คณะพยาบาลศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช เพื่อหาเตียงและแพทย์เจ้าของไข้เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ
ของโรงพยาบาลศิริราช เพื่อรับไว้รักษาต่อ ติดต่อ คุณอุมาพร ไพศาลสุทธิเดช หัวหน้ากลุ่มการ
พยาบาล   โรงพยาบาลรามาธิบดี และคุณหทัยชนก ประชาศิริกุล เพื่อติดต่อหาเตียง และแพทย์
เจ้าของไข้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี


วันนี้ทั้งวัน ทั้งโทรศัพท์ ทั้ง Fax เอกสาร ไม่ได้หยุด มีหลวงปู่สำรวม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการ
ติดต่อประสานงาน นอกจากสองโรงพยาบาลที่กล่าวมาแล้ว The Heart center ที่เป็นศูนย์โรคหัวใจ
ส่วนของเอกชน ที่อยู่ภายในโรงพยาบาลศิริราชเองก็ได้ติดต่อเข้าไป แต่เตียงกลับเต็ม ดิฉันกระวน-
กระวายใจเป็นอย่างมาก แต่ก็คงไม่น้อยไปกว่าย่าบัวลอย มารดาของหลวงพ่อ (คงไม่มีความทุกข์ใด
ของพ่อแม่ หนักเท่าการที่เห็นลูกจะตายจากไปก่อน) หรือแม้แต่หลวงปู่สำรวมเองก็ตาม ขนาดท่าน
มาเยี่ยมอาการแล้วกลับวัดไปแล้ว ก็ยังติดต่อแล้วติดตามการย้ายโรงพยาบาลแก่หลวงพ่อมิได้หยุด

เย็นนั้นเองอาการของหลวงพ่อทรุดหนักลงไปอีก  ออกซิเจนในเลือดต่ำตลอด ขึ้น ๆ ลง ๆ 
ต่ำกว่า 90% ตลอดเวลา อาการเจ็บหน้าอกก็ยังมีเป็นช่วง ๆ ความดันโลหิตค่อนข้างต่ำจนไม่สามารถ
เพิ่มปริมาณของยาขยายหลอดเลือดแดงหยดเข้าทางเส้นเลือดดำ (Nitroglycerine) ได้อีก 
เพราะจะมีผลทำให้ความดันโลหิตยิ่งลดต่ำลง  จึงต้องใช้มอร์ฟีนในการระงับอาการปวดร่วมด้วย  
แพทย์จึงสั่งย้ายหลวงพ่อไปยังหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (ICU) ทันทีในคืนนี้เอง



9 ธันวาคม 2552

อาการวันนี้ของหลวงพ่อยังทรง ๆ อยู่ พูดคุยไม่ได้ สื่อสารได้เพียงแค่พยักหน้า หรือส่ายหน้า 
อาการหนักขนาดนี้หลวงพ่อยังคงสงบได้ รู้ตัวรู้เรื่องดี วันนี้ดิฉันยังคง ติดตามความคืบหน้าเรื่องการ
ย้ายโรงพยาบาล ทั้งสองแห่ง จนกระทั้ง 15.00 น. โรงพยาบาลทั้งสองแห่งได้ตอบรับพร้อมกัน จึง
ตัดสินใจย้ายไปรักษาต่อ ณ โรงพยาบาลศิริราช   จึงเคลียร์ค่ารักษาพยาบาล จำนวน 15,640 บาท 
ซึ่งสามารถเบิกกับกรมบัญชีกลางของข้าราชการได้ จ่ายเพียงค่าเวชภัณฑ์ไม่ใช่ยา จำนวน 17 บาท และค่ารถพยาบาลไปโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 1,000 บาท 


แล้วออกเดินทางในเย็นวันนั้น เวลา 16.30 น. โดยมีปู่แล สว่างศรี ขับรถมาจากกรุงเทพมหานคร
มารับ เดินทางไปโรงพยาบาลศิริราชพร้อมกับรถของโรงพยาบาล ระหว่างทางดิฉันกังวลเกรงว่า
อาจหยุดหายใจระหว่างเดินทางไป จึงติดตามไปกับรถของทางโรงพยาบาล เผื่อได้ช่วยเหลือกับ
พยาบาลประจำรถเมื่อยามฉุกเฉินได้ (เครื่องช็อคหัวใจไฟฟ้า ซึ่งคิดว่าถึงอย่างไรหลวงพ่อก็คง
ไปไม่ถึงศิริราชแน่ แต่หลวงพ่อก็เจริญสติสงบนิ่งไปได้ตลอดทาง พลิกความคาดหมาย)
ระหว่างเดินทางหลวงพ่อปลอดภัยดี ถึงโรงพยาบาลศิริราช เวลา 18.30 น.


ถึง โรงพยาบาลศิริราช ได้เข้ารับการรักษาในแผนกหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ (CCU:Cardiac
Care Unit) ถึงทางแผนกได้แนะนำเกี่ยวกับการเข้าเยี่ยมผู้ป่วยการเยี่ยมแต่ละครั้งได้ ครั้งละ
ประมาณ 5 นาที เยี่ยมได้ 11.00-20.00 น.ชั่งเป็นช่วงเวลาที่จำกัดน่าดู แต่ก็เข้าใจว่าเพื่อให้
ผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนให้มากที่สุด สำหรับผู้ป่วยหนัก  19.40 น. เห็นแพทย์ได้เริ่มทำการ
รักษาดิฉันจึงได้กลับมายังที่พักที่สมุทรปราการ และคืนนั้นเองแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจได้
ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด แรกรับ พบว่าหลวงพ่อยังมีอาการเจ็บหน้าอก เกิดจาก
ที่หัวใจขาดออกซิเจนไปเลี้ยง มีภาวะหายใจลำบาก ออกซิเจนในกระแสเลือดวัดได้ 80%
ความดันโลหิต 100/60 มิลลิเมตรปรอท ตรวจคลื่นหัวใจมีภาวะหัวใจเต้นเร็ว (Sinus
Tachycardia) อัตราการเต้นของหัวใจ 110-130 ครั้งต่อนาที ตรวจอัลตร้าซาวด์หัวใจ (Echocardiography) ปกติดี

คณะแพทย์ 6 คน นั่งล้อมรอบหลวงพ่อบนเตียงคนไข้ ตรวจอัลตร้าซาวด์หัวใจ
(Echocardiography) อยู่นานแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ ขณะที่คณะแพทย์กำลังจะสิ้นหวัง
เสียงหลวงพ่อพูดขึ้นอย่างมีสติว่า  “ขออภัยคุณหมอ ลองช่วยเลื่อนหัวสแกนมาที่บริเวณ
ขั้วปอดบนด้านขวา เพราะรู้สึกว่าจุกและเจ็บเสียดตรงนั้นมาก” คณะแพทย์จึงพบก้อนลิ่มเลือด
(Pulmonary Embolism) ขนาด 3.3 X 3.3 ซ.ม. อุดตันอยู่ที่ขั้วปอดบนขวา อุทานพร้อมกันว่า
 “หลวงพ่อทนอยู่ได้อย่างไร”

จึงประชุมเครียดเพื่อเตรียมผ่าตัดภายใน 1 ชั่วโมง เพราะอันตรายมากช้าอาจเสียชีวิต
แพทย์หลายท่านกังวลว่าในการผ่าตัดครั้งนี้ ต้องทำให้หัวใจหยุดเต้นก่อน (เพราะหัวใจสูบฉีด
เลือดตลอดเวลาไม่สามารถผ่าตัดได้) แต่ถ้าหัวใจหยุดเต้นนานเกิน 30 นาที อาจจะหยุดเต้นถาวร
ก็ได้ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมาก คณะแพทย์จึงมีมติร่วมกันว่าทดลองใช้ยาละลายลิ่มเลือด
อย่างแรงก่อน ประมาณ 1 ชั่วโมง ถ้าผลตอบรับออกมาดีก็ให้ยาต่อไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งผลก็ออกมา
ดีตามคาดหวังจึงงดการผ่าตัด
 
10 ธันวาคม 2552

9.30 น. โดยประมาณ ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากทางหอผู้ป่วย ว่าแพทย์ได้ตรวจร่างกายแล้วว่า
หลวงพ่อมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด(Pulmonary Embolism) จึงขออนุญาตส่งตรวจเอกซเรย์
คอมพิวเตอร์ฉีดสี แต่การตรวจพิเศษชนิดนี้จะมีผลเสียต่อไต ซึ่งผลตรวจเลือดดูการทำงาน
ของไตของหลวงพ่อพบว่ามีภาวะไตวายเฉียบพลันอยู่ อาจเกิดภาวะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะ
ไตวาย ถึงขนาดที่ต้องล้างไตได้ในภายหน้า แต่ ณ เวลานั้น การรักษาใดที่สามารถทำให้หลวงพ่อ
รอดชีวิตได้ แม้ต้องเสี่ยงบ้างก็คิดว่าคุ้ม เรื่องล้างไตหรือไม่ค่อยว่ากันทีหลัง แต่จากผลเลือดที่ทราบ
มานั้นความเสี่ยงมีโอกาสน้อย ดิฉันจึงตัดสินใจยินยอมที่จะให้หลวงพ่อได้รับการตรวจเอกซเรย์
คอมพิวเตอร์ฉีดสีครั้งนี้ พยาบาลรับทราบ ดิฉันจึงรีบเดินทางไปยังโรงพยาบาลศิริราช คิดว่าเมื่อ
เดินทางไปถึงจะทราบผลตรวจพอดี 11.00 น. ดิฉันเดินทางมาถึง โรงพยาบาลศิริราช พอเข้าไป
พบพยาบาล สรุปว่าทางหอผู้ป่วยรอดิฉัน จะทำการตรวจก็ต่อเมื่อดิฉันได้เซ็นยินยอมเป็นที่เรียบร้อย
แล้วเท่านั้น หลังจากเซ็นชื่อดิฉันได้เข้าไปบอกให้แก่หลวงพ่อทราบหลวงพ่อพยักหน้ารับทราบ 
และรับการตรวจโรคหัวใจ (ICCU: Intermediate Cardiac Care Unit) พูดคุยได้บ้าง พอฉันอาหาร
ได้บ้าง

หลังจากที่หลวงพ่อได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ฉีดสี ผลการตรวจพบว่า มีลิ่มเลือด
อุดตันที่ปอด(Pulmonary Embolism) จริง ตามเครื่องสแกนครั้งแรก บริเวณปอดแถบขวา
 ขนาด 3.3 X 3.3 เซนติเมตร หลังได้ผลตรวจแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจได้ส่งปรึกษาแพทย์
ทางศัลยกรรม วางแผนที่จะผ่าตัดต่อไป แต่ด้วยอาการของหลวงพ่อที่หนัก มีปัญหาเรื่องการ
หายใจ จึงมีภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง แพทย์ศัลยกรรมจึงไม่พิจารณาผ่าตัด ได้ปรึกษาแพทย์
เฉพาะทางด้านหัวใจ ให้ยาละลายลิ่มเลือด (Heparin) หยดเข้าทางเส้นเลือดดำแทน   หลังจากที่
หลวงพ่อได้รับยาละลายลิ่มเลือด (Heparin)หยดเข้าทางเส้นเลือดดำ อาการของหลวงพ่อดีขึ้น
ตามลำดับ

วันที่ 11 ธันวาคม 2552

อาการดีขึ้น สามารถย้ายออกจากแผนกหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ (CCU:Cardiac Care Unit)
มายังแผนกหอผู้ป่วยกึ่งหนัก

วันที่ 12-14 ธันวาคม 2552

หลวงพ่อสามารถ หายใจด้วยออกซิเจนแบบใส่จมูก (O2 Canular) จำนวน 5 ลิตรต่อนาที ได้
 และรับประทานอาหารได้มากขึ้น อาการของหลวงพ่อดีขึ้นเรื่อย ๆ


วันที่ 15 ธันวาคม 2552

สามารถย้ายไปหอผู้ป่วยสามัญ (หอผู้ป่วยอัษฎางค์ 11 เหนือ) ได้ ในเวลา 13.30 น. โดยใช้
ออกซิเจนแบบใส่จมูก (O2 Canular) ระดับออกซิเจนในเลือดได้ 92-93% หลวงพ่อสามารถพูดคุย
ได้เก่ง ฉันอาหารได้ดี จนเวลา 20.00 น. มีเลือดออกทางจมูกทั้งสองข้าง หลวงพ่อถามแพทย์ว่า
เป็นไปได้ไหมว่าเป็นผลจากการให้ออกซิเจนมากและนานเกินไป แพทย์ตอบว่าเป็นไปได้
หลวงพ่อจึงขอลองเอาออกซิเจนออก ระดับออกซิเจนในเลือดของหลวงพ่อวัดได้ 98% จึงหายใจ
ได้โดยไม่ต้องใช้ออกซิเจนอีก แต่ก็ยังมีอาการเหนื่อยง่ายอยู่บ้างเมื่อมีกิจกรรม


แพทย์ตรวจเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ พบลิ่มเลือดอุดตันบริเวณปอดด้านบนขวาและปอดกลีบซ้ายล่าง
ตรวจอัลตร้าซาวด์หลอดเลือดขา พบหลอดเลือดขาอุดตันเฉพาะส่วนผิวนอก ซึ่งไม่ได้เป็นสาเหตุ
ของโรค   แพทย์ได้ทำการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ตับอับเสพ B, C, มะเร็งลำไส้,
มะเร็งท่อน้ำดี, เอดส์ (HIV), และภูมิแพ้อื่นๆ ผลไม่พบความผิดปกติ ยกเว้นค่าเกี่ยวกับมะเร็ง
ต่อมลูกหมาก

นายแพทย์สุชาย สุนทราภา แผนก Uro แพทย์เจ้าของไข้ สงสัยว่า หลวงพ่อจะมีภาวะ
ต่อมลูกหมากโต(PSA 13-49) จึงทำการตรวจร่างกายพบว่า มีภาวะต่อมลูกหมากโตระดับเล็กน้อย
 (ตรวจด้วยเครื่องสแกนคอมพิวเตอร์แล้ว พบว่า ขนาดอยู่ในเกณฑ์ปกติตามวัย) จึงได้ทำการตัด
ชิ้นเนื้อส่งตรวจหาเซลล์มะเร็ง (ข้างละ 6 ชิ้น 2 ข้าง รวม 12 ชิ้น) ในวันที่ 24 ธันวาคม 2552 นัดฟัง
ผลตรวจชิ้นเนื้อ ในวันที่ 5 มกราคม 2553 ที่ตึก OPD ชั้น 3

ผลปรากฏว่าปกติ ไม่พบเซลล์มะเร็งแต่อย่างใด (โชคดี) และแพทย์นัดหลวงพ่อไปตรวจใหม่
อีกครั้งวันที่ 30 มีนาคม 2553 (อีก 3 เดือนข้างหน้า) ที่ตึก OPD ชั้น 3 เวลา 10.30 น. คิวที่ 118

ระหว่างที่พักรักษาตัวหลวงพ่อมีอาการไอบ่อยจึงส่งตรวจพบแพทย์เฉพาะทางด้านหูคอจมูก
แพทย์หญิง มล. กัณฑ์ทอง  ทองใหญ่ ได้ทำการตรวจพบว่า มีภูมิแพ้อากาศเรื้อรัง จึงสั่งจ่ายยา
พ่นจมูก Nasonex และยาทานแก้แพ้อากาศ Loratadine 10 mg    และนัดตรวจซ้ำ อีกหนึ่ง
วันที่ 15 มกราคม 2553 ที่ตึก OPD ชั้น 5 ห้อง 503 เวลา 08.00 น. หลังตรวจรักษา เพิ่มยา
บรรเทาอาการคัดจมูก PSEUDOEPHEDRINE HCL 60 MG. และยาบรรเทาอาการแพ้ หวัด
ลดน้ำมูก Chlorpheniramine Maleate 4 mg.

แพทย์หญิงศานิต วิชานศวกุล นัดตรวจ Massive PE วันที่ 15 มกราคม 2553 ที่ตึก OPD
ชั้น 2 เจาะเลือด, เอ็กซ์เรย์ ก่อนพบแพทย์    นายแพทย์ยุทธชัย มาตระกูล นัดตรวจหัวใจ 
วันที่ 21 มกราคม 2553 ที่ตึก OPD ชั้น 2 ห้อง 210  เวลา 08.00 น.
นัดตรวจต่ออีกครั้ง วันที่ 3 มีนาคม 2553 ที่ตึก OPD ชั้น 2 ห้อง 210 เวลา 12.00 น. ต้องไป
ลงทะเบียนก่อน 10.00 น.

แพทย์ได้ปรับยาละลายลิ่มเลือดจนได้ระดับที่เหมาะสม จึงได้จำหน่ายกลับวัด ใน
วันที่ 31 ธันวาคม  2552  ค่ารักษา ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งสิ้น 90,235.00 บาท 
(ทั้งหมดนี้ได้จ่ายเฉพาะค่าเวชภัณฑ์ไม่ใช่ยา เป็นจำนวนเงิน 458.00 บาทเท่านั้น



สรุปความรู้สึก-ความเห็น ของหลายๆท่าน

หลวงพ่อสำรวม สิริภทฺโท

5 ธ.ค. 2552 หลวงพ่อเอกวุฒิ ได้กราบนมัสการเรียน หลวงพ่อสำรวม ว่าได้ส่งตัวหลวงพ่อบำรุง
เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลหันคา หลวงพ่อสำรวม พูดว่า “ระหว่างหลวงพ่อบำรุงกับท่าน
ไม่รู้ใครจะตายก่อน” ท่านพูดแบบยิ้ม ๆเพราะขณะนั้นท่านกำลังรับแขกอยู่

7 ธ.ค. 2552 หลวงพ่อสำรวม ไปเยี่ยมหลวงพ่อบำรุงที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.
สุพรรณบุรี เห็นอาการแล้วท่านบอกว่า หลวงพ่อบำรุงตายแน่นอน ไม่น่ารอด เพราะอาการ
หลวงพ่อบำรุงตอนนั้นหนักมากจริง ๆ

10 ธ.ค. 2552 หลวงพ่อสำรวม บอกว่า ถ้าหากมีการผ่าตัดมีโอกาสตาย 80% โอกาส
รอด 20% ตอนนี้รักษาโดยให้ยาละลายลิ่มเลือดก่อน

หลวงพ่อดำรง มารชิโน

7-31 ธ.ค. 2552 ทราบข่าวจากหลวงพ่อสำรวมว่า หลวงพ่อบำรุง ไม่รอดแน่ คิดหนักว่าท่านคง
ตายเพราะเรานวดท่านแน่ (นวดท่านนาน 1 ชั่วโมงกว่า ก่อนท่านน็อค 15 นาที) ทุกข์ใจตลอดมา 
จนท่านกลับมาวัดก็โล่งใจ

หลวงพ่อเอกวุฒิ อคฺคปญฺโญ
7 ธ.ค. 2552 ไปเยี่ยมหลวงพ่อที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เห็นอาการแล้วคิดว่า 90%
คงตาย 10% คงรอดเพราะอาการทรุดหนัก

คุณหมอสนอง มงคลเมฆ
(เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยบ้านไร่สวนลาว)
8 ธ.ค. 2552 หมอสนอง บอกว่า ผิวคล้ำ เล็บเท้า เล็บมือ คล้ำหมดแล้วเป็นสภาวะขาด
ออกซิเจนอย่างหนักมาก ฟันธงว่าตายแน่ ไม่มีทางรอด

นางสาวธัญพร ปานสุวรรณ (ลูกสาวหลวงพ่อ)
จากประสบการณ์ในการเป็นพยาบาลมา 6 ปี ได้เห็นอาการของหลวงพ่อแล้วคิดว่า(ตายแน่)
โทรไปปรึกษากับอาจารย์หมอที่โรงพยาบาลศิริราชและเปาโลฯ อาจารย์หมอบอกว่า
ให้ทำใจได้แล้ว อาการแบบนี้ไม่รอดแน่

แม่ชี จิตร นาคสังข์
เมื่อได้รับทราบข่าว จากหลวงพ่อสำรวมว่า หลวงพ่อบำรุง ไม่อาจมีชีวิตรอดกลับมาวัดแน่ วันหนึ่ง ๆ
ได้แต่คอยเฝ้าดูรถเข้ามาในวัดว่าเป็นรถบรรทุกศพหลวงพ่อบำรุงกลับวัด หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่
รถบรรทุกศพก็จะโล่งใจไปได้ เมื่อรถคันอื่นเข้ามาอีกก็กังวลใจว่า ศพหลวงพ่อมาแล้ว อยู่อย่างนี้
ทุกคัน


แม่ชี สุภาพ มีทวี
ความรู้สึกเกี่ยวกับอาพาธหนักของหลวงพ่อบำรุง อุปฏฺฐาโก ดิฉันคอยฟังข่าวอยู่ตลอดเวลา จาก
ผู้ที่ไปเยี่ยมมาเล่าให้ฟังบ้าง จากโทรศัพท์ที่คุณจิราพรถามแพทย์ ถามพยาบาลบ้าง แล้วก็ดู
จิตของตนเองว่า รู้สึกอย่างไร ก็รู้ว่ายังหวั่นไหวอยู่มาก จึงปลงใจว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องมีด้วยกัน
ห้ามไม่ได้ แต่เมื่อป่วยไข้ก็ต้องรักษาพยาบาลให้สุดความสามารถเสียก่อนจึงยอม


ดิฉันทำวัตรสวดมนต์ทุกเช้าค่ำ นั่งสมาธิ เมื่อออกสมาธิต้องมุ่งจิตอธิฐานให้หลวงพ่อบำรุงหายจาก
อาพาธ จะได้มาช่วยบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไปอีก เพราะท่านเป็นกำลังสำคัญองค์หนึ่ง ทำประโยชน์
ให้ส่วนรวมได้มาก ประโยชน์ส่วนตนท่านทำได้มากน้อยเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ นอกจากท่านเองเป็นผู้รู้

ขณะนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก ระลึกถึงท่านว่า เรายังหายใจคล่องอยู่ ท่านล่ะหายใจไม่คล่อง
ต้องเอาเครื่องช่วยหายใจ บุญบารมีที่ท่านบวชบำรุงศาสนาเพื่อความพ้นทุกข์ ขอให้ท่านได้มีชีวิต
ยั่งยืนนาน เป็นพระแท้ตลอดอายุขัย เทอญ

แม่ชี สุมิตรา(แอน) แสนคำ
ครั้งแรกที่ทราบข่าวก็ตกใจมาก แต่ก็ตั้งสติได้ค่ะ ขอให้หลวงพ่อมีสุขภาพแข็งแรงดีขึ้นเรื่อยๆ อย่าให้
ทรุดลงเลย แล้วก็คอยฟังดูอาการ ตอนเช้าไปบิณฑบาต ญาติโยมก็ถามอาการหลวงพ่อว่าหลวงพ่อ
อาการดีขึ้นบ้างไหม อยู่โรงพยาบาลไหน ถามกันได้ทุกวัน ถ้ามีคณะแม่ชีไปเยี่ยมฝากบอกด้วยว่า
โยมเป็นห่วงขอให้หายเร็วๆ พอหลวงพ่อกลับมาญาติโยมก็ดีใจ ถามต่ออีกว่าฉันอาหารได้บ้างไหม
 ขึ้นทำวัตรได้หรือยัง ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงอภิบาลรักษาท่าน ของให้มีสุขภาพสมบูรณ์
แข็งแรง


แม่ชี ภัทรจิรา(อ๊อด) จิตตธรรม
รู้ว่าท่านหลวงพ่อป่วยมากตกใจ ก็เลยตั้งจิตอธิษฐานขอให้บุญกุศลของตัวเองที่ทำมาตั้งแต่อดีต
จนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ท่านหลวงพ่อ จงหายอย่างปาฏิหาริย์ด้วยเถิด พอ 2 วัน หลวงพ่อไป
เยี่ยมแล้วพูดให้โยมพอดีได้ยิน ก็เลยดีใจจากฉันอาหารไม่ได้ ก็เริ่มฉันได้บ้างแล้ว


แม่ชี จิราวรรณ มาณะเดช
รู้สึกตกใจ เป็นห่วงอยากไปเยี่ยมไปดูอาการ(ตามประสาคนมีกิเลส) และอยากให้หายจากการ
ป่วยไข้ อยู่สร้างบุญบารมีไปอีกนานๆ ทำอะไรไม่ค่อยได้หรอกได้แต่ภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ช่วยเหลือ แล้วคอยติดตามถามข่าวเป็นระยะๆจากผู้ใกล้ชิด แพทย์ พยาบาล ที่รู้ข่าวคราว มีฝัน
ถึงหลวงพ่อด้วยนะ พอรู้อาการดีขึ้น ฉันราดหน้าได้ 2 คำ รวมทั้งฉันได้มากกว่านั้นก็ดีใจ รู้ด้วยใจว่า
ดีขึ้นเยอะแล้ว พ้นขีดอันตรายแล้วก็เบาใจ จนถึงท่านกลับวัดได้ ก็หาโอกาสไปเยี่ยมเยียนไถ่ถาม
ถึงอาการเจ็บไข้ครั้งนี้ตามสมควร การเจ็บป่วยครั้งนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก โอกาสรอดชีวิตแทบไม่มี
แต่หลวงพ่อก็ยังรู้สึกปีติ และขออนุโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่งและยอมรับในใจว่า หลวงพ่อเป็นแบบ
อย่างที่ดีที่ข้าพเจ้า ได้มีโอกาสพบเห็นตัวอย่างของจริงด้วยตาตนเอง การอยู่กับองค์ภาวนาเมื่อวาระ
สุดท้ายแห่งชีวิตมาถึง พร้อมกับความทรมานร่างกายอย่างแสนสาหัส เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งหากสติ
ไม่ตั้งมั่นเพียงพอ แต่หลวงพ่อทำได้จึงกล่าวได้ว่า หลวงพ่อเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นฮีโร่(ภาษาชาวโลก)
จริงๆ ในความรู้สึกของข้าพเจ้า และก่อให้เกิดความกลัวในมรณภัยที่จะเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า และทุกรูป
ทุกนาม และได้จุดประกายแห่งความเพียรให้แก่ข้าพเจ้า เร่งขวนขวายพาตนให้พ้นจากมรณภัย
ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว

ขออำนาจพระศรีรัตนตรัย หลวงพ่อสำรวม สิริภทฺโท และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลจักรวาล
รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสถานที่แห่งนี้ จงอภิบาลรักษาหลวงพ่อ และทุกท่านในวัดไกลกังวล
จงมีความสวัสดีโดยทั่วหน้า เทอญ

แม่ชี ปาริชาติ มาณะเดช
คิดว่าหลวงปู่บำรุงคงไม่กลับมาวัดแล้ว เตรียมใจแล้ว นึกถึงหลวงปู่เมตตากับทุกคนก็ขอให้หลวงปู่
ได้กลับมาวัดอีก แล้วก็กลับมาจริงๆ ดีใจค่ะ


เนกขัมมะ อุไรลักษณ์(กุ๊งกิ๊ง) ไชยศรีเฉลิมพล
อนิจจา วะตะสังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ประสบการณ์เฉียดตายของหลวงพ่อ มันสอนใจ
พวกเราได้ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ท่าน


เนกขัมมะ นฤมล พัฒนะพันธ์
ครั้งแรกที่ทราบว่าอาพาธ รู้สึกเป็นกังวลมาก เพราะทราบว่าอาการไม่ดีเลยแต่ก็มั่นใจลึกๆว่าท่านต้อง
ไม่เป็นอะไร ธรรมมะจะรักษาและคุ้มครองท่านเสมอ ขณะนี้กับรู้สึกยินดี ในการอาพาธครั้งนี้ของท่าน
เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นการทดสอบครั้งยิ่งใหญ่ ความเจริญในธรรมย่อมบังเกิดในท่านอย่างมหาศาล
แน่นอน ขอคุณพระรัตนตรัยคุ้มครองท่านตลอดไป


เนกขัมมะ อิ่มใจ(แป๊ว) วลิตธำรง
ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้หลวงพ่อบำรุงหายป่วยไวๆ อยากฟังหลวงพ่อเทศน์บ้างค่ะ


เนกขัมมะ จิราพร(ต้อย) มัลลิกะมาลย์
เช้าวันที่ 5 ธันวาคม 2552 เป็นวันพ่อแห่งชาติ ระหว่างที่สาละวนจัดอาหารที่แท่น ได้ยินเสียงแว่ว ๆ
ว่า “วันนี้หลวงพ่อบำรุงไม่ค่อยสบาย ความดันสูงมาก”


เมื่อเริ่มศาสนาพิธี ในช่วงแรกญาติโยมมากันไม่มากนัก หลวงพ่อบำรุงเริ่มให้ศีล เสียงท่านยังเป็นปกติ
หลังจากฉันภัตตาหาร ญาติโยมทยอยมากันมากขึ้น หลวงพ่อเริ่มแสดงธรรม ดิฉันฟังด้วยความตั้งใจ
และรู้สึกว่าวันนี้หลวงพ่อเทศน์ได้ดีเหลือเกิน เป็นการแสดงธรรมเพื่อเป็นการถวายสดุดี และถวาย
เป็นพระราชกุศล แด่ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เตรียมการบันทึกเทปไว้
ตอนค่ำ หลวงพ่อสำรวมมีคำสั่งให้พระสงฆ์และแม่ชี ปฏิบัติเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลจนถึงเที่ยงคืน
เมื่อระฆังตี 3ทุ่ม พระสงฆ์มาพร้อมกัน แต่ไม่มีหลวงพ่อบำรุง ดิฉันคิดว่าหลวงพ่อคงไม่เป็นอะไรมาก


เช้าวันที่ 6 ธันวาคม 2552 ทราบว่า โรงพยาบาลหันคาส่งรถมารับหลวงพ่อตั้งแต่เมื่อวานเย็น ถ้าช้า
ไป 15 นาที อาจไม่รอด หลังจากนั้นถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี หลวงพ่อ
สำรวมและแม่ชีอาวุโสไปเยี่ยม กลับมาแจ้งข่าว ซึ่งทำให้พวกเรารู้สึกไม่สบายใจเลย คิดว่า “การ
เทศน์เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552 นั้น คงเป็นการเทศน์ครั้งสุดท้ายของหลวงพ่อแน่เลย” ได้มีการ
ส่งตัวท่านไปโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งพวกเราตั้งตารอฟังข่าวอาการของท่านอย่างไม่เป็นปกติสุขนัก




คณะอุบาสิกา วัดไกลกังวล (7 มกราคม 2553)
ระหว่างที่หลวงพ่ออาพาธไม่อยู่วัด พวกเรารู้สึกใจหายวังเวง หลวงพ่อเป็นกำลังสำคัญของวัด
ของพระศาสนา ท่านเป็นผู้มีเมตตาสูง ไม่ว่าพวกเราจะขอให้ท่านช่วยงานอะไรก็ตาม ท่านไม่เคย
ปฏิเสธ แม้ภารกิจท่านจะมากมาย ท่านทำงานด้วยความประณีต ได้แต่คิดว่า วัดไกลกังวลจะขาด
ท่านได้อย่างไร แม่ชีสมคิดบอกว่า “ดิฉันน่าจะตายแทนท่าน” เราขอให้เจ้ากรรมนายเวรปลด
ปล่อยท่านใช้วิบากให้หมด ตอนนี้ท่านได้ปฏิสนธิใหม่ เพื่อทำอริยมรรคอริยผลให้แจ้งโดยสมบรูณ์
ต่อไป ขอพระสัทธรรมจงรักษาไว้ซึ่งเราทั้งหลายและรักษาไว้ซึ่งบุคคลทั้งหลาย ผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม
แม้ทั้งปวง สาธุ สาธุ สาธุ


คำขอบคุณของหลวงพ่อบำรุง อุปฏฺฐาโก


1. ขอกราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสำรวม สิริภทฺโท ในความกรุณาเอื้อเฟื้อ
ช่วยเหลือดูแลและประสานงานทุกอย่าง ด้วยความเมตตาอย่างสูงยิ่ง


2. ขอกราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อมนู ขนฺติธมฺโม ในความกรุณาเอื้อเฟื้อเครื่อง
นวดเท้า ยี่ห้อ RESTER FAMILY HEALTH


3. คณะสงฆ์ คณะแม่ชี คณะเนกขัมมะ คณะอุบาสกอุบาสิกา และญาติโยมทุกท่าน


4. ผ้าขาวภรัณยู ศรีพิมพ์ ที่ช่วยเหลือเบื้องต้น-นำส่งและเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาลหันคาอย่างดียิ่ง


5. ขอขอบคุณ นายแพทย์จักราวุธ(หมอหนึ่ง) เผือกคง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหันคา
คณะแพทย์และ คุณไขศรี  (หล่วน) รุ่งกาญจนกุล หัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลหันคา และ
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหันคาทุกท่านมาก ที่ให้การรักษาดูแลหลวงพ่อเป็นอย่างดี


6. ขอขอบคุณ คณะแพทย์อายุรกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี และ
คณะพยาบาลตลอดทั้งเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ทุกท่าน ที่ให้การรักษาดูแล
หลวงพ่อเป็นอย่างดี


7. ขอขอบคุณ คณะแพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลศิริราช และผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ให้การ
รักษาดูแลหลวงพ่อเป็นอย่างดี


8. คุณโยมลุงแล สว่างศรี, นายแพทย์จิรวัฒน์ สว่างศรี และบรรดาญาติพี่น้องทุกๆท่าน ที่กรุณา
เอื้อเฟื้อช่วยเหลือดูแลและประสานงานทุกอย่าง ด้วยความเมตตาและห่วงใยอย่างดีเยี่ยม


9. ลูกสาว (นางสาวธัญพร ปานสุวรรณ) ที่สามารถตัดสินใจช่วยชีวิตหลวงพ่อบำรุง ไว้ได้อย่าง
ถูกต้อง ว่องไว เฉียบพลันทันเหตุการณ์ อย่างยอดเยี่ยม


10. โยมจิราพร(ต้อย) มัลลิกะมาลย์ที่คอยติดต่อประสานงานให้ญาติโยมได้รับข่าวสาร อาการ
ป่วย ของหลวงพ่อบำรุงโดยตลอด และอำนวยความสะดวกประสานงานเรื่องภัตตาหารไปถวายที่
รพ.ศิริราช อย่างดีเยี่ยม ซึ่งมีรายนามดังต่อไปนี้

- คุณสนิศา ไตรสารศรี,
- คุณพจนา(ปุ๊ก) จิรายุพัฒนา และน้องพยาบาล
- ร.ศ.ประอรนุช ตุลยาทร และพยาบาลตึกอัษฏางค์ 11 เหนือ ทุกท่าน
- คุณวิชชา(ทิตแชมป์) ตุลยาทร
- คุณสิทธิชัย(เซ้ง) รุ่งธรรมรัตน์
- คุณวุฒิพงษ์(เก๊า) นาถวิทยากุล

11. คุณวรรณพร ทับทิม และคุณนงนุช ทับทิม ที่กรุณานำภัตตาหารไปถวายทุกวันตลอดมา

12. คณะแพทย์พยาบาลและทุกคนที่เกี่ยวข้อง (ทั้งที่ โรงพยาบาลหันคา, โรงพยาบาลศูนย์
เจ้าพระยายมราช และ โรงพยาบาลศิริราช)

โชคดีที่ได้มา โรงพยาบาลศิริราช
ขอขอบคุณแพทย์พยาบาลและทุกคน

โชคดี-ยิ่ง จริงใจ ใช่มุสา
ที่ได้มา ที่รักษ์ ของทวยราษฎร์
โรงพยาบาล ครบเครื่อง เรื่องเปรื่องปราด
ศิริราช นามนี้ ศรีมงคล

ขอ-คุณพระ รัตนตรัย อวยชัยให้
ขอบคุณ-ใน เมตตาธรรม นำสุขล้น
แพทย์-พยาบาล จรรยาเยี่ยม เปี่ยมกมล
และทุกคน พาพ้นภัย ไร้โรคา

13. คณะแม่ชีและผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่นำภัตตาหาร - น้ำปานะ มาถวายที่วัด ระหว่างพักฟื้น
ทุกวันทุกท่านและทุก ๆ คน


ขออำนาจ พุทธรัตน์ กำจัดทุกข์
ให้มีสุข ยิ้มแย้ม จิตแจ่มใส
ขออำนาจ ธรรมรัตน์ กำจัดภัย
ให้ห่างไกล อย่ามี มาบีฑา
ขออำนาจ สังฆรัตน์ กำจัดโรค
ให้วิโยค เว้นขาด ดังปรารถนา
ปลอดทุกข์ภัย ไร้โรค โชคหลั่งมา
ดั่งคงคา ไหลตรง ลงสาคร


อปปกญฺจิทํ ชีวิตมาหุธีรา
“ปราชญ์กล่าวว่า ชีวิตนี้น้อยนัก”

อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ
“ควรรีบทำความเพียรในวันนี้”

19.7.54

อาจารย์ตั้งชื่อให้ดาบตำรวจ รวยไปเลยเป็นเจ้าของอู่แท็กซี่ ได้แม่หม้ายอุปถัมภ์

ปี  2557  อาจารย์ไปตัดผม  ช่างกำลังตัดให้ก็มีผู้ชายรูปร่างท้วม ๆ เข้ามาในร้านนั่งรอคิวตัดผมก็ได้ทักทายช่าง  ช่างก็เลยแนะนำให้รู้จักอาจารย์  ก็เลยคุยกันจึงรู้ว่าเขาเป็นดาบตำรวจ


พอดาบรู้ว่าอาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตั้งชื่อ  ก็สนใจถามว่าชื่อผมดีมั้ย  อาจารย์ก็เลยตรวจเช็คชื่อให้  ปรากฏว่าเป็นอย่างคาดไว้  คือชื่อไม่ดีก็คุยกันไปมาสรุปว่า  ตกลงดาบขอเปลี่ยนชื่อก็โอเค  พอดีวันรุ่งขึ้นอาจารย์จะไปดูฮวงจุ้ยที่ จ.ชลบุรี  ก็จะแวะเอาชื่อมาให้ที่ร้านตัดผมไว้เลยละกัน

         สองเดือนต่อมา อาจารย์ไปตัดผม  (ก่อนหน้านี้ไปตัดมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ลืมถามถึงดาบ)   มาครั้งนี้คุยกับช่างประจำ   ก็เลยถามดาบตำรวจคนนั้น   ช่างบอกว่า  " อาจารย์รู้ไหมว่า ด.ต.อิทธิพล ที่อาจารย์ตั้งชื่อให้   เดี๋ยวนี้รวยแล้วนะ !  " อาจารย์มองหน้าช่าง "   เหรอ รวยยังไง    ช่างคุยต่อ"  นายดาบคนนี้เขาเป็นพ่อหม้าย    หลังจากที่อาจารย์ตั้งชื่อให้เขาแล้ว   เขาไปเจอแม่หม้ายอุปถัมภ์     ออกรถแท็กซี่ให้ ๓  หรือ  ๔ คันนี่ละ   ให้คนมาเช่าขับ   นายดาบเขากลายเป็นเจ้าของอู่แท็กซี่ไปเลย "

อาจารย์ยินดีด้วยไม่น่าเชือเลย   วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าชื่อมีอิทธิพลต่อชีวิตคนได้อย่างไร   แต่สำหรับนักโหราศาสตร์จะเข้าใจได้ดี  





7.7.54

ดวงดาวเคลื่อนทุกเดือนมีผลต่อสุขภาพ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าในแต่ละเดือนที่ผ่านไป เดือนไหนจะส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากน้อยเพียงใด ต้องระวังโรคอะไรบ้าง  อย่างน้อยการรู้ไว้ล่วงหน้าก็ไม่เสียหลาย จะได้ระวังหาทางป้องกันได้ ดีกว่าที่เราจะไม่รู้อะไรเลย และถึงแม้เราเชื่อก็มิได้งมงาย ไม่เดือดร้อน และไม่เสียเงิน  วันนี้ อาจารย์ต้นจะนำความรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนไทยโบราณมาบอกกล่าว เพราะยามที่อาจารย์ตรวจดวงชะตาลูกค้าหลายร้อยราย มักจะเป็นแบบ มีชื่อเสียงเกียรติยศดี มีเงินใช้ไม่รู้จักหมด หลักฐานหลักทรัพย์ดี  แต่พอบั้นปลายชีวิต อายุสัก ๕๗ เป็นต้นไป ก็จะนำเงินที่มีอยู่มารักษาตัวเอง เข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละ  ๒ ครั้ง นอนให้หมอล้างไต ครั้งละ ๔ ชั่วโมง ใช้เงินครั้งละ ๑๐,๐๐๐ บาท มีนาหลายร้อยไร่ขายล้างไตจนหมด บางรายไม่มีเงินจัดงานศพเลย
เอาละ ! เข้าเรื่องได้แล้ว  ๑๒  เดือนที่มีผลต่อสุขภาพมีรายละเอียด ดังนี้ .- 

มกราคม      ควรระวัง  ดูแลปอด ใช้ผ้าพันคอก่อนนอน ห้ามเปิดแอร์เย็นจัด อย่าอาบน้ำดึก

กุมภาพันธ์        "         ดูแลลำไส้ใหญ่  ล้างลำไส้ ดื่มน้ำมาก  กินหัวไชเท้าต้มจืด ห้ามท้องผูก

มีนาคม             "          ดูแลกระเพาะอาหาร  กินตรงเวลา ๓ มื้อ  อย่ากินรสจัดเกินไป ดื่มน้ำมาก

เมษายน           "          ดูแล ม้าม  -  อย่าเห็นแก่กิน ระวังอ้วนลดยาก กินจับเลี้ยง ใบบัวบก

พฤษภาคม       "          ดูแล หัวใจ  อย่าดูหนังสยองขวัญ  ไม่ควรวิตกกังวลมากจนเครียดเกิน

มิถุนายน           "          ดูแล ลำไส้เล็ก อย่าให้ท้องผูก กินผักสด  ผลไม้มาก ๆ ห้ามของมันจัด

กรกฎาคม         "          ดูแลกระเพาะปัสสาวะ  อย่ากลั้นฉี่  อย่ากินรสเค็มจัด ดื่มน้ำมาก ๆ 

สิงหาคม           "           ดูแล ตับ ห้ามนอนดึกเกินห้าทุ่ม  ดูแลไต อย่ากินเค็มจัด ดื่มน้ำมาก ๆ

กันยายน           "           เรื่องโคเรสเตอรอล ไขมันอุดตัน   หลอดเลือดเปราะ ตรวจศูนย์หัวใจ 

ตุลาคม             "           ดูแลระบบความร้อนในร่างกาย  อย่ากินน้ำเย็นจัด ห้ามกินไอศครีมบ่อย

พฤศจิกายน     "           ดูแล ไมเกรน  หวีผมวันละ  ๑๕๐ - ๒๐๐  ครั้ง  ระวังถุงน้ำดี ดื่มน้ำมาก ๆ

ธันวาคม           "           ดูแล เรื่องตับ  อย่านอนเกินห้าทุ่ม  อย่าใช้สารเคมีย้อมผมบ่อย ๆ  

ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมาข้างต้น ก็เพราะไม่อยากให้คนไทยเรา เกิดโรคภัยเพราะพฤติกรรมใน
การใช้ชีวิตของตัวเองทั้งนั้น  ทุกคนจะขาดความสุขโดยสิ้นเชิง หากบั้นปลายนำเงินที่หามาได้ตอนหนุ่ม ๆ สาว ๆ มารักษาตัวเอง 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อาจารย์ต้นคนถือศีล

6.7.54

เส้นผมก็มีโหงวเฮ้งเหมือนกัน !!

เส้นผมบนหนังศีรษะ ควรเป็นสีดำตามเผ่าพันธุ์ของคนไทย ถ้าโกรกผม หรือย้อมผมเป็นสีอื่น จะมีผลต่อระบบการทำงานของ " หัวใจ "  ทำให้หัวใจไม่แข็งแรง เพราะสีดำจะช่วยกรองความถี่ ที่ทำร้ายหัวใจได้ดียิ่ง ถามว่าแล้วถ้าใช้ยาสระผม ยาย้อมผม รวมถึงการทาปาก การเขียนคิ้ว การทาเล็บ ที่มีสารเคมีเจือปนอยู่  สารเคมีเหล่านี้จะซึมผ่านเข้าสู่ชั้นผิวหนัง ไปถึงเส้นเลือดฝอย  แล้วส่งไปสะสมอยู่ที่ " ตับ " ได้โดยตรง


ควรที่จะหาน้ำยาสมุนไพรที่ไร้สารเคมี มาใช้กับผิวหนังจะดีที่สุด เพราะถ้าใช้สารเคมีบ่อย ๆ ตับก็จะสะสมไปตลอดชีวิต ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และทุกปี เป็นจำนวนทวีคูณ จนเป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยหลายประการ  เช่น  ปวดใต้เข่าร้าวไปจนถึงส้นเท้า ขาไม่มีเรี่ยวแรง มักจะปวดที่น่องร้าวไปจนถึงฝ่าเท้า ผมร่วงอยู่เสมอ เวลาสระผมลองเอาตระแกรงพลาสติกรองไว้ที่รูท่อน้ำทิ้งในห้องน้ำ จะเห็นชัดเจนว่าผมหลุดร่วงเยอะมาก  หากกวาดบ้านเองก็จะยิ่งเจอเส้นผมทุกครั้งเป็นจำนวนมากด้วย

เมื่อสารเคมีตกค้าง มันจะส่งผลโดยตรงกับสมองส่วนหลัง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุม แขน ขา  เมื่อมีสารเคมีที่สมองส่วนกลาง แถว ๆ บริเวณ " กระหม่อม "  จะมีผลต่อสมอง ส่วนที่เก็บความจำ  มีผลต่อการย่อยอาหาร  ท้องจะอืด ท้องเฟ้อ แน่นอึดอัด ลมภายในท้องเยอะ  มักจะง่วงนอนบ่อย หาวนอน นั่งรถมักหลับ  เกิดการเจ็บป่วยเรื้อรัง


วิธีแก้ไขมีดังนี้ .-
1.  ควรจะทำการดึงสารพิษออกจากศีรษะ และใบหน้าให้เร็วที่สุด
2.  หมั่นกิน เห็ดสามอย่าง เป็นประจำ ( เห็ดหูหนู , เห็ดฟาง , เห็ดนางฟ้า ) นำมาปรุงอาหารกินบ่อย ๆ  อย่างน้อย สัปดาห์ละ ๓ - ๔ ครั้ง
3.  กินขมิ้นชันก่อนนอนทุกวัน ๆ  ละ  ๕  แคปซูล เป็นประจำ เพื่อล้างสารพิษในตับ
4.  กินหัวไชเท้า นำมาปรุงเป็นต้มจืด ต้มจับฉ่าย กินเป็นประจำสลับกับการกินข้อ 2 - 4 เพื่อล้างสารพิษในกระแสเลือด
5.  ควรรีบเปลี่ยนแชมพูที่ใช้อยู่ เป็นแชมพูสมุนไพรทำจาก " ใบบัวบก "

ข้อควรจำ :  ใช้ยาสระผม ยามย้อมผม ที่มีสารเคมีกับหนังศีรษะ ก็เท่ากับทำร้ายตับโดยตรง.


       สุขภาพดีแข็งแรง ดีกว่าสวยแล้วสุขภาพไม่ดีนะจะบอกให้ชีวิตมีแต่โรคภัยไร้ซึ่งความสุข เงินดี งานมีพร้อม แต่...เดินเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ...หิ้วถุงยาทีละครึ่งกิโล..ตายผ่อนส่ง


คนจะสวยต้องประกอบด้วย  เรือน ๓ น้ำ ๔   เรือน ๓ นั้นได้แก่ .-


๑.  เรือนผมสวยงาม สะอาด
๒.  เรือนร่าง เรือนกาย ดูแลรูปร่างมิให้เป็นพะโล้ ผิวพรรณผ่องดี
๓.  เรือนชาน จัดบ้าน ทำความสะอาด จัดระเบียบบ้านให้ดูดี


ส่วน น้ำ ๔ นั้น ได้แก่ .-
๑.  น้ำใจ  มีจิตใจที่อยากจะเห็นคนอื่นพ้นทุกข์ อยากให้มีแต่ความ
      สุขกายใจ มีความเอื้ออารี คิดดี ทำดี
๒.  น้ำคำ  พูดจาอ่อนหวาน จริงใจ ไม่เพ้อเจ้อ ไม่ส่อเสียดล่อลวง
๓.  น้ำมือ  ทำอาหารเก่ง อร่อย รวมถึงขยันทำงาน ไม่คิดแต่งตัว
      แต่งหน้าทาปากตลอด  คิดแต่จะสวยแล้วไม่ทำงาน
๔.  น้ำอดน้ำทน  ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ต้องอดทนต่อความเหน็ด
      เหนื่อยต่อหน้าที่การงานอาชีพ เมื่อกลับมาบ้านก็ไม่เอาความ
      เครียดจากงานอาชีพมาทะเลาะกัน ต้องอดกลั้น กดข่มไว้ข้าง
      ในเสมอ ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน


ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ โหงวเฮ้งที่ดีของเส้นผมบนหัวของทุกคน


 ขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี ปราศจากทุกข์โศกโรคภัยร้ายแรง ตลอดไปเทอญ


ด้วยความปรารถนาดีจาก อาจารย์ต้นคนถือศีล

บทความที่ได้รับความนิยมใน 7 วันที่ผ่านมา